สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างหน่วยงานของรัฐและที่ดินทำกินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นพื้นที่นำร่อง ในการปรับปรุงเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ หรือ Fine-Tuned Mapping ภายใต้กรอบการดำเนินงานแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map)

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาที่ดินทับซ้อนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน สาเหตุสำคัญเกิดจากการประกาศเขตที่ดินของรัฐในอดีตซึ่งจัดทำบนแผนที่กระดาษ เมื่อมีการนำมาจัดทำเป็นแผนที่ดิจิทัลในปัจจุบัน อาจเกิดความคลาดเคลื่อนของแนวเส้นจากสภาพภูมิประเทศจริง ส่งผลให้เกิดการทับซ้อนระหว่างพื้นที่ของหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง หรือทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของประชาชน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สคทช. จึงดำเนินการปรับปรุงแนวเส้นเขตที่ดินของรัฐด้วยกระบวนการ Fine-Tuned Mapping ซึ่งไม่ใช่การกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐขึ้นใหม่ แต่เป็นการปรับแก้เส้นแนวเขตให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจริงและเจตนารมณ์ของการประกาศเขตตามกฎหมายในอดีต โดยพิจารณาจากข้อมูลประวัติการประกาศพื้นที่ประวัติการสำรวจสภาพพื้นที่ป่าไม้ แผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร และภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง ภาพถ่ายทางอากาศปัจจุบัน รวมถึงข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องประกอบกันอย่างรอบด้าน

หลักการสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อน โดยเฉพาะกรณีป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวร คือการย้อนกลับไปตรวจสอบเจตนารมณ์ของการประกาศแนวเขตตามกฎหมายในอดีต หากพบว่าเส้นแนวเขตมีความคลาดเคลื่อน วาดล้ำเข้ามาในพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่ที่ไม่ใช่ป่าตามสภาพความเป็นจริง หน้าที่ของเราคือการปรับแก้เส้นแนวเขตแนวเขตที่ดินของรัฐ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการทับซ้อนต่อไปผู้อำนวยการ สคทช. กล่าว

ทั้งนี้ สคทช. ได้จัดประชุมการปรับเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับรายละเอียดข้อเท็จจริงเชิงพื้นที่ (Fine-Tuned Mapping) สำหรับพื้นที่กลุ่มที่ 1 จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีนายณัฐวุฒิ เปลื้องทุกข์ รองผู้อำนวยการ สคทช. พร้อมด้วยนายมูฮัมหมาด ยังหะสัน ผู้อำนวยการกองที่ดินของรัฐ และเจ้าหน้าที่
ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สคทช. 2 อาคารอารีย์ ฮิลส์ ชั้น 20 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

จากการดำเนินงานในจังหวัดสุพรรณบุรี พบว่าหลังการปรับปรุงเส้นแนวเขตแล้ว ตัวเลขพื้นที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนมากขึ้น โดยพื้นที่ป่าไม้ถาวรจากเดิมตามเอกสารมีจำนวนกว่า 1,002,773 ไร่ เมื่อตรวจสอบและปรับปรุงตามสภาพความเป็นจริง เหลือพื้นที่ประมาณ 2,800 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรให้หน่วยงานอื่น เช่น ป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ดูแล เขตปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดูแลตามภารกิจที่เหมาะสม ขณะที่พื้นที่ ส.ป.ก. หลังการปรับปรุงมีพื้นที่ประมาณ 333,032 ไร่ หลักการสำคัญของการดำเนินงาน One Map คือการบูรณาการข้อมูลแผนที่ของทุกหน่วยงานให้เป็นชุดเดียวกัน เพื่อลดปัญหาการนับพื้นที่ซ้ำซ้อน และกำหนดหน่วยงานผู้รับผิดชอบพื้นที่อย่างชัดเจน แม้ตัวเลขพื้นที่รวมของแต่ละหน่วยงานอาจลดลง แต่เป็นการลดลงจากการจัดการข้อมูลให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงตามหลักการหนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ (One land one law)

นายมูฮัมหมาด ยังหะสัน ผู้อำนวยการกองที่ดินของรัฐ กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นหลัก โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ กรณีที่มีเอกสารสิทธิ์หรือหลักฐานตามประมวลกฎหมายที่ดิน เช่น ส.ค.1 หรือใบจอง หากตรวจสอบแล้วถูกต้อง สามารถดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ได้ตามสิทธิที่มี และกรณีที่ไม่มีเอกสารหลักฐาน สามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ โดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังและการตรวจสอบร่องรอยการทำประโยชน์ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการอยู่อาศัยหรือทำกินมาก่อนการประกาศเขต รัฐจะพิจารณามาตรการบริหารจัดการพื้นที่ เช่น การจัดที่ดินทำกินให้ประชาชนตามมาตราการ คทช. หรือการดำเนินการผ่าน ส.ป.ก. ต่อไป

สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป สคทช. ตั้งเป้าปรับปรุงกฎหมายและแผนที่แนบท้ายสำหรับพื้นที่ที่ไม่มีผลกระทบกับประชาชนให้แล้วเสร็จภายใน 300 วัน ขณะที่พื้นที่ที่มีผลกระทบต่อประชาชน จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสิทธิ์เป็นรายแปลง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป