โดย นางสิริลักษณ์ จันทร์แจ่มศรี1
นายภิชชากรณ์ วงศ์ทองดีปี่แก้ว2
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน
กลุ่มงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน ในบทความนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับรูปแบบการออกเอกสาร/หนังสืออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมาย คทช. ทุกท่านจะได้ทราบว่าที่ดินของรัฐที่นำมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบาย คทช. มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทมีเอกสาร หรือหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เป็นแบบใดอย่างไรบ้าง

ที่ดินของรัฐ คืออะไร มีกี่ประเภท

ที่ดิน ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ไม่ว่าจะสำหรับเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเพื่อประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกนานัปการ โดยผู้เขียนได้รวบรวมนิยามคำว่า “ที่ดิน” จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ได้ให้นิยามของ “ที่ดิน” หมายความว่า พื้นที่ดินทั่วไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำนํ้า ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย

ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 1 ได้ให้นิยามของ “ที่ดิน” หมายความว่า พื้นที่ดินทั่วไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลด้วย

พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 3 ได้ให้นิยามของ “ที่ดิน”  หมายความว่า พื้นที่ดินทั่วไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ  และที่ชายทะเลด้วย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จะไม่มีมาตราใดที่นิยาม 'ที่ดิน' โดยตรง แต่มาตรา 139 กล่าวถึง “ที่ดิน” ในนิยามของอสังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ที่ดินและทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และหมายความรวมถึงทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นด้วย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเข้าใจว่าที่ดินคืออะไรในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีมาตราอื่นเสริมในแง่มุมต่าง ๆ เช่น มาตรา 1304, 1308, และ 1335

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2537 ได้วินิจฉัยไว้ว่า พื้นผิวโลกอันเป็นที่ดินใต้ทะเลที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยเป็น “ที่ดิน” ตามประมวลกฎหมายที่ดินและเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จะเห็นได้ว่าโดยสรุปแล้ว “ที่ดิน” นอกจากจะหมายถึงที่ดินบนบก อันได้แก่พื้นดินทั่ว ๆ ไปและภูเขาแล้ว ยังคลุมไปถึงดินซึ่งอยู่ใต้ผิวน้ำตื้น ๆ ด้วย

โดยประเทศไทยได้แบ่งที่ดินออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ (1) ที่ดินของเอกชน ได้แก่ ที่ดินที่ประชาชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย และทางราชการออกเอกสารสิทธิให้ ตามประมวลกฎหมายที่ดินในรูปของโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3, น.ส.3 ก.) และ (2) ที่ดินของรัฐ

“ที่ดินของรัฐ” หมายความว่า ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทุกประเภท เช่น ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่สงวนหวงห้ามของรัฐ ที่สาธารณประโยชน์ และที่ราชพัสดุ เป็นต้น3 ซึ่งตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 2 บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ และในบทความนี้จะขอเน้นที่ที่ดินของรัฐที่เป็นพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันชื่อ “พื้นที่เป้าหมาย คทช.” จำนวน 8 ประเภทพื้นที่ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจดูแลพื้นที่ ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อ “รูปแบบเอกสารหรือหนังสืออนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมาย คทช.” ต่อไป

การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558

คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 อนุมัติหลักการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม โดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ คทช. กำหนดในรูปแบบสหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม โดยการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของประเภทที่ดินกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อกำหนด หรือเงื่อนไขภายใต้ความเห็นชอบของ คทช. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจัดให้มีการปลูกป่าเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม รวมทั้งพิจารณาออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐแต่ไม่สามารถนำมาเรียกร้องให้รัฐออกเอกสารสิทธิ เช่น โฉนดที่ดิน ให้ในภายหลัง4

การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวผ่านกลไกคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. จำนวน 4 คณะ ดังนี้
(1) คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ให้ความเห็นชอบข้อมูลที่ดิน แผนที่ขอบเขตที่ดิน พร้อมรายชื่อผู้ครอบครองเดิม (ถ้ามี) เพื่อกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) (2) คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน กำหนดหลักเกณฑ์การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนหรืออยู่อาศัยในลักษณะแปลงรวมโดยไม่ให้กรรมสิทธิ์และให้ความเห็นชอบกระบวนการจัดที่ดินหรืออยู่อาศัยแล้ว จำนวน 6 ประเภทที่ดิน ได้แก่ 1) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 2) พื้นที่ป่าชายเลน 3) พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน 4) พื้นที่สาธารณประโยชน์ 5) ที่ดินราชพัสดุ และ 6) พื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมในนิคมสร้างตนเอง ทั้งนี้ การจัดทำกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ถาวร อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ และการจัดทำกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ในพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ปัจจุบันกรมป่าไม้อยู่ระหว่างทบทวนคำนิยามของคำว่า “ป่า” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 (3) คณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดให้ความเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดในรูปแบบของชุมชน เช่น สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชนเกษตรกร เป็นต้น ติดตามการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงจัดทำระบบสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนการดำรงชีวิตของผู้ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) และ (4) คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) เป็นกลไกการทำงานในระดับจังหวัด มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบ จัดทำข้อมูลที่ดิน แผนที่ขอบเขตที่ดินที่จะจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) พร้อมด้วยรายชื่อผู้ครอบครองเดิม (ถ้ามี) ตลอดจนจัดทำระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในพื้นที่ รวมกับคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง

รูปแบบเอกสารหรือหนังสืออนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมาย คทช.

ตามกลไกการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนนั้น เมื่อ (1) คณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินให้ความเห็นชอบข้อมูลที่ดิน แผนที่ขอบเขตที่ดิน พร้อมรายชื่อผู้ครอบครองเดิม (ถ้ามี) เพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน เสนอและส่งมอบให้คณะอนุกรรมการจัดที่ดิน (2) คณะอนุกรรมการจัดที่ดินกำหนดหลักเกณฑ์การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ให้ความเห็นชอบกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และจัดประชาชนผู้มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเข้าทำประโยชน์ ซึ่งในแต่ละประเภทพื้นที่นั้นจะมีเอกสาร หรือหนังสืออนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

1. พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีกรมป่าไม้ เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งแต่เดิมกรมป่าไม้ ได้ออกหนังสือสิทธิทำกิน (สทก.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เป็นการให้สิทธิทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีความจำเป็นในการครองชีพ สามารถเข้าทำกินในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้โดยไม่เดือดร้อน และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528 มาตรา 16 ทวิ และมาตรา 16 ตรี

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมป่าไม้จึงดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) สำหรับการอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เมื่อกรมป่าไม้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมอบหนังสืออนุญาต (ป.ส. 23) ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด หรือ คทช. จังหวัด และดำเนินการจัดทำสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้กับราษฎรผู้ได้รับคัดเลือกให้อยู่อาศัย หรือทำกิน

2. พื้นที่ป่าชายเลน มีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแล ซึ่งเดิมนั้นในการบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนมีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหลายมติ5 อาทิ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 โดยมตินี้ได้แบ่งพื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นสองกลุ่มคือ พื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งหวงห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ กับพื้นที่เศรษฐกิจซึ่งยอมให้มีการใช้ประโยชน์ได้บ้าง

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 ให้ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด โดยให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการไปยังจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการในการหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน และระงับการพิจารณาขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนของทางราชการ

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ให้นำพื้นที่ป่าชายเลนที่จำแนกออกเป็นเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนพื้นที่งอกชายฝั่งทะเลที่เกิดใหม่ให้กรมป่าไม้กันเป็นพื้นที่อนุรักษ์พร้อมจัดทำแนวเขตให้แจ้งชัด

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 ให้ความเห็นชอบมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 ทบทวนกรอบแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจัดการป่าชายเลน ซึ่งได้กำหนดกรอบนโยบายที่สำคัญ อาทิ ราษฎรที่เข้าไปอยู่อาศัยในเขตป่าชายเลนก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 สามารถอยู่อาศัยได้ แต่ห้ามมิให้ทำกินหรือออกเอกสารสิทธิและต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ในทุกปี

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) สำหรับการอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 และมาตรา 54 ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ประกอบกับมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเอกสาร/หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าชายเลน แบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้

1. กรณีอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลน : ใบอนุญาตทำประโยชน์ในเขตป่า (แบบ ทช 84/03)
2. กรณีอยู่ในเขตพื้นที่ป่าชายเลนที่อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ : หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ป่าชายเลนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป.ส.23)

3. พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน มีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดย ส.ป.ก. ได้จัดที่ดินทำกิน ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โดยนำที่ดินของรัฐ หรือที่ดินที่รัฐจัดซื้อ หรือเวนคืนเจ้าของที่ดินซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้นด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิตามพระราชบัญญัตินี้ มาจัดให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินของตนเองหรือเกษตรกรที่มีที่ดินเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และสถาบันเกษตรกรได้เช่าซื้อ เช่า หรือเข้าทำประโยชน์โดยรัฐ ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม การปรับปรุงทรัพยากรและปัจจัยการผลิตตลอดจนการผลิตและการจำหน่ายให้เกิดผลดียิ่งขึ้น และ ส.ป.ก. จะออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ซึ่งไม่ใช่เอกสารสิทธิแต่เป็นเพียงสิทธิการอนุญาตอันเกิดจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ส.ป.ก. ได้นำพื้นที่บางประเภทมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนภายใต้ คทช. ประกอบด้วย 1. ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ ขึ้นไป 2. ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด มีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทำประโยชน์แล้วและครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดิน มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ ขึ้นไป และ 3. ที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่ ส.ป.ก. แล้ว และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ ขึ้นไป6 สำหรับการอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 (3) และวรรคสอง และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2519 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 ที่ให้อํานาจ ส.ป.ก. จัดที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาให้สถาบันเกษตรกรโดยการเช่า และให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมควบคุมการบริหารงานของ ส.ป.ก. โดยเอกสาร/หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน คือ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (สำหรับสถาบันเกษตรกร) (ส.ป.ก. 4-01 ส) โดยสถาบันเกษตรกรที่ได้รับหนังสืออนุญาตฯ จึงจัดทำเป็นสัญญาเช่าให้แก่สมาชิกในสถาบันเกษตรกรต่อไป

4. พื้นที่สาธารณประโยชน์ มีนายอำเภอร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้มีหน้าที่ดูแล รักษา
และคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในอดีตการดำเนินการจัดที่ดินในที่สาธารณประโยชน์กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมที่ดิน จัดทำโครงการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่มีการบุกรุกเพื่อขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท โดยเป็นการนำที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรเลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว และมีผู้อยู่อาศัยทำกินมาจัดระเบียบการถือครองตามสภาพเดิม ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่ เพื่อให้ราษฎรที่ครอบครองทำกินอยู่เดิม และมีฐานะยากจนไม่มีที่ดินทำกินหรือมีน้อยไม่เพียงพอได้รับอนุญาตให้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยอาศัยตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินและมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้พิจารณาอนุญาต ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2547

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมที่ดินได้กำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ข้อกำหนดและเงื่อนไขภายใต้ความเห็นชอบของ คทช. เป็นแนวทางปฏิบัติในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนภายใต้ คทช. มาจนถึงปัจจุบัน โดยออกหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นการชั่วคราวตามนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับชุมชน

5. ที่ดินราชพัสดุ มีกระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานถือกรรมสิทธิ์ และกรมธนารักษ์ เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแล สำหรับการอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ โดยกรมธนารักษ์ ได้มีการจัดหาประโยชน์โดยการให้ประชาชนเช่า โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 โดยแบ่งการเช่าออกเป็น3 ลักษณะ ได้แก่ เช่าเพื่ออยู่อาศัย เช่าเพื่อประกอบการเกษตร และเช่าเพื่อประโยชน์อย่างอื่น

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมธนารักษ์ได้นำพื้นที่ที่มีการถอนสภาพมาจากพื้นที่ของรัฐอื่น (นอกเหนือจากการได้ซึ่งที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562)  มาดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ (ปัจจุบันพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562) ประกอบกับกฎกระทรวงการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2564 และระเบียบกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเอกสาร/หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินราชพัสดุ จะมี 2 กรณี ได้แก่ 1. เช่าเพื่ออยู่อาศัย จะได้รับเป็นสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย (แบบ ส. 1/66) โดยรายละเอียดในสัญญาจะระบุข้อมูลของผู้เช่า เงื่อนไขในการเช่าอัตราค่าเช่า/ปี วันสิ้นสุดสัญญาเช่า และแผนที่แสดงเขตเช่า และ 2. เช่าเพื่อการเกษตร จะได้รับเป็นสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อการเกษตร (แบบ ส. 2/66) โดยกลุ่มสหกรณ์จัดสรรพื้นที่ให้แก่สมาชิกของสหกรณ์เพื่ออยู่อาศัยหรือเพื่อการเกษตรตามวัตถุประสงค์

6. พื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมในนิคมสร้างตนเอง มีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจกำกับดูแล โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้จัดที่ดินในพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมในนิคมสร้างตนเอง เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว คือ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง (น.ค.3)

ต่อมาภายหลังจากมีนโยบายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้นำพื้นที่ในนิคมสร้างตนเองที่มีประชาชนเข้าทำประโยชน์มาดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) สำหรับการอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 14 – 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และระเบียบกรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) ว่าด้วยการทำไม้ แร่ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นในนิคมสร้างตนเอง พ.ศ. 2537 ซึ่งเป็นการนำที่ดินในเขตพื้นที่นิคมสร้างตนเองที่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์เดิมมาจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ สำหรับผู้ขออนุญาตต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกำหนด ได้แก่ ราษฎรผู้ยากจน สถาบันเกษตรกร หรือสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการสหกรณ์ หรือตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเอกสาร/หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่สงวนเพื่อกิจการนิคมในนิคมสร้างตนเอง คือ สัญญาอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในเขตนิคมสร้างตนเอง สำหรับระยะเวลาการอนุญาตและเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต เป็นไปตามระเบียบที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกำหนด

ทั้งนี้ ในทุกพื้นที่เป้าหมายการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ทั้ง 6 ประเภทที่ดิน เมื่อได้รับความเห็นชอบ หรืออนุญาตแล้ว ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานที่ครอบครองดูแลที่ดินของรัฐนั้น

เช่นเคย สุดท้ายนี้ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ติดตามการดำเนินงานต่าง ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ รวมทั้ง สามารถสอบถามข้อสงสัยมาทางเว็บไซต์ https://www.onlb.go.th และ Facebook Fanpage : สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ


อ้างอิง

1นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
2นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
3กรมที่ดิน. (2562). การจัดการที่ดินของรัฐ. เข้าถึงเมื่อ 25 มีนาคม 2567 จาก https://shorturl.asia/bSNjM.
4สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ. (2566). การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 5 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บริษัท ต้นคิด ครีเอท จำกัด. 
5นายศุภชัย กระแสสินธุโกมล และนายอัครพงษ์ อำภา.(2567).ป่าชายเลน: กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี และประเด็นที่น่าสนใจ.เข้าถึงเมื่อ 20 มกราคม 2568 จาก https://www.onlb.go.th/about/featured-articles/5153-a5153
6สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม.(2566). PPT การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม. เข้าถึงเมื่อ 17 มกราคม 2568 จาก https://urlkub.co/cpcFwi