โดย นายวุฒิพงษ์ ประยูรเวชสิทธิ1
นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการพิเศษ
กลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศประยุกต์
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ดินและทรัพยากรดิน

ในยุคที่ข้อมูลเป็นทรัพยากรอันล้ำค่า เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ ตั้งแต่การวางแผนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การติดตามภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการที่ดิน จากการเข้าร่วมงานประชุมนานาชาติ ESRI User Conference 2024 ได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ บทบาทของ GIS ในการเชื่อมโยงข้อมูล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนในระดับพื้นที่ ระดับประเทศ และระดับโลกอย่างเป็นระบบ

การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) กับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) รวมกันเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลภูมิสารสนเทศโดยปัญญาประดิษฐ์ (Geographic Information Artificial Intelligence - GeoAI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น การประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียม และภาพถ่ายทางอากาศ เป็นต้น เพื่อการตรวจสอบเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดการตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงต่อการบุกรุกเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดภาระการปฏิบัติงานภาคสนาม เพิ่มความรวดเร็วในการรับรู้สถานการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความถูกต้องและทันสมัย

เทคโนโลยีแบบจำลองโครงสร้างทางกายภาพเสมือนจริง (Digital Twin) เชิงพื้นที่ โดยเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี GIS ในการสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของพื้นที่เมือง หรือโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ในการจำลองสถานการณ์ วิเคราะห์ผลกระทบ และประเมินทางเลือกเชิงนโยบายก่อนการดำเนินการจริง แนวทางดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อสนับสนุนการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน

บริบทของ สคทช. กับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการข้อมูลที่ดินจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐ ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลสิทธิและการครอบครอง ตลอดจนข้อมูลด้านที่ดินและทรัพยากรดินให้อยู่ในระบบฐานข้อมูลกลาง การบูรณาการข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่นำเสนอในงานประชุม ESRI User Conference 2024 ซึ่งเน้นการใช้ระบบภูมิสารสนเทศ เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านที่ดิน และการพัฒนาแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์และการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) สามารถสนับสนุนการติดตามและรายงานสถานการณ์ด้านที่ดินแบบเรียลไทม์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถช่วยเสริมสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการที่ดินของรัฐในระยะยาว

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI)

การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ช่วยให้การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดภาระงานของนักวิเคราะห์ข้อมูล สามารถตรวจจับแนวโน้ม ความเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบอัตโนมัติด้วย AI ช่วยลดระยะเวลาในการประมวลผลข้อมูล GIS โดยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประชากร พฤติกรรมเชิงพื้นที่ของเมือง และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อสนับสนุนการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมืองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ AI ยังสามารถตรวจจับรูปแบบ และแนวโน้มที่ซับซ้อนของข้อมูลเชิงพื้นที่ อาทิ การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำหรือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายด้านการใช้ที่ดินและทรัพยากรของรัฐ1

เทคโนโลยีการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต (Predictive Analytics) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประยุกต์ใช้ GIS ร่วมกับ AI ยังสามารถนำมาใช้ในการคาดการณ์แนวโน้มและความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม ภัยแล้ง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ข้อมูลคาดการณ์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการวางแผนการใช้ที่ดิน การกำหนดพื้นที่เสี่ยง และการเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายของหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีย่อยของ AI มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวิเคราะห์และจำแนกภาพถ่ายจากดาวเทียมและภาพถ่ายจากอากาศยานไร้คนขับ โดยอาศัยโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) ในการเรียนรู้รูปแบบของข้อมูลภาพ เพื่อใช้ในการตรวจจับวัตถุ การติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างละเอียดการผสมผสานเทคโนโลยี GIS เข้ากับ AI และ Deep Learning จึงช่วยเพิ่มความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบาย

บริบทของ สคทช. กับการประยุกต์ใช้ GIS ร่วมกับ AI สามารถสนับสนุนภารกิจด้านการบริหารจัดการที่ดินของรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านการอ่านแปลภาพถ่ายเพื่อประกอบการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ การตรวจสอบและติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินการระบุพื้นที่บุกรุกหรือใช้ที่ดินไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิและการครอบครองที่ดินร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถคาดการณ์แนวโน้ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านที่ดินและการจัดการทรัพยากรดินของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจและบทบาทของ สคทช. ในระยะยาว

รูปภาพแสดงการใช้เทคโนโลยี Deep Learning จำแนกภาพถ่ายจากดาวเทียม
ที่มา : AI + Location Intelligence เข้าถึงได้จาก https://www.esri.com/en-us/artificial-intelligence/overview

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) และเทคโนโลยีแบบจำลองโครงสร้างทางกายภาพเสมือนจริง Digital Twin และ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things - IoT)

การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (Geographic Information System - GIS) เทคโนโลยีแบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง (Digital Twin) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things - IoT) เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาแบบจำลองเชิงพื้นที่ที่สามารถสะท้อนสภาพ และพฤติกรรมของวัตถุ กระบวนการ และระบบต่าง ๆ จากโลกจริงสู่โลกดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยการประยุกต์ใช้ Digital Twin เชิงพื้นที่ร่วมกับ GIS ช่วยให้สามารถจำลองพื้นที่หรือระบบในรูปแบบสามมิติที่มีความเสมือนจริงทำให้ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็นภาพรวมของโครงสร้าง การใช้ประโยชน์ที่ดินและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบเชิงพื้นที่ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการระบบคมนาคมขนส่ง และการรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์จากอุปกรณ์และเซ็นเซอร์ IoT เข้ากับระบบ GIS และ Digital Twin ยังช่วยให้แบบจำลองเชิงพื้นที่สะท้อนสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจราจร การใช้พลังงาน คุณภาพอากาศ ระดับน้ำ และสภาพแวดล้อมในเมือง ซึ่งเมื่อผ่านการวิเคราะห์และแสดงผลด้วย GIS จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมจริง2

บริบทของ สคทช. กับการบูรณาการเทคโนโลยี GIS, Digital Twin และ IoT สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการบริหารจัดการที่ดินของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการจัดทำแบบจำลองเชิงพื้นที่ของที่ดินของรัฐและพื้นที่เป้าหมายเพื่อใช้ในการวิเคราะห์รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การประเมินผลกระทบจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ และการจำลองสถานการณ์เชิงนโยบายก่อนการตัดสินใจดำเนินการจริง แนวทางดังกล่าวช่วยเพิ่มความรอบคอบ ลดความเสี่ยง และสนับสนุน การวางแผนการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

นอกจากนี้ การนำข้อมูลจาก IoT มาประยุกต์ใช้ร่วมกับ GIS ยังสามารถสนับสนุนการติดตามและประเมินสภาพพื้นที่ของที่ดินของรัฐในเชิงพลวัต เช่น การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การติดตามสภาพแวดล้อมในพื้นที่เสี่ยง หรือการเฝ้าระวังผลกระทบจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อทรัพยากรที่ดินและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลด้านที่ดิน เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการของ สคทช.

รูปภาพแสดงการนำเทคโนโลยี GIS ประยุกต์ใช้งานร่วมกับ Digital Twin
ที่มา : เชื่อมเทคโนโลยี GIS เข้ากับ Digital Twins. เข้าถึงได้จาก
https://www.esrith.com/blog/interconnecting-gis-and-digital-twins

เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ GIS (Geographic Information System) และบล็อกเชน (Blockchain)

บล็อกเชน (Blockchain) เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มความปลอดภัย และความโปร่งใสให้กับข้อมูล GIS ข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ถูกบันทึกลงในบล็อกเชนจะมีการตรวจสอบความถูกต้องแบบอัตโนมัติ ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลไม่มีการแก้ไขหรือปลอมแปลง สร้างความโปร่งใส น่าเชื่อถือ รวดเร็ว และปลอดภัย เมื่อมีการบันทึกข้อมูล GIS ลงใน Blockchain แต่ละธุรกรรมจะถูกเข้ารหัส และเชื่อมโยงกับธุรกรรมก่อนหน้า ทำให้เกิดความต่อเนื่องตรวจสอบย้อนกลับได้ ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบที่มาของข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ลดปัญหาการทุจริตหรือการบิดเบือนข้อมูล

ทั้งนี้ สคทช. ได้นำเทคโนโลยี GIS และ Blockchain มาผสมผสานและประยุกต์ใช้ร่วมกันในการดำเนินโครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงแผนที่ สนับสนุนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน ครอบคลุมกระบวนการปรับปรุงแผนที่ การเสนอต่อคณะรัฐมนตรีการแก้ไขแผนที่ตามกฎหมาย การติดตามผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐแล้วเสร็จ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม3

รูปที่ 3

รูปภาพแสดงการนำเทคโนโลยี GIS ประยุกต์ใช้งานร่วมกับ Blockchain
ที่มา : ระบบบริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map).
เข้าถึงได้จาก https://onemapservices.onlb.go.th


อ้างอิง

1ประโยชน์และความเสี่ยงในการนำ AI มาใช้ในการยกระดับเมืองอัจฉริยะ. เข้าถึงได้จาก https://bedrockanalytics.ai/blog/technology/benefits-and-risks-of-using-ai-to-upgrade-smart-cities.
2ทำความรู้จัก Digital Twin เทคโนโลยีฝาแฝดเสมือนจริงบนโลกดิจิทัล. เข้าถึงได้จาก https://bedrockanalytics.ai/blog/technology/get-to-know-digital-twin-virtual-twin-technology-in-the-digital-world.
3สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ. (2566). โครงการพัฒนาระบบบริหารจัดการ และให้บริการข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map).