โดย นายอนุวัตร จินตกสิกรรม
นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กลุ่มงานวิจัยและวิเคราะห์มาตรการ
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 - 2567 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติสำหรับดำเนินการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการการศึกษาการบูรณาการเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของ สคทช. ซึ่งได้ร่วมกับคณะที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการศึกษาวิจัยโครงการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา ข้อจำกัด ทิศทาง และแนวโน้ม รวมถึงการศึกษาวิเคราะห์นโยบาย แผน กฎหมาย กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี และภารกิจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางและขั้นตอนในการยกระดับระบบ โครงสร้าง กลไก และเครื่องมือเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ และการยกระดับของ สคทช. ในมิติต่าง ๆ ที่จะทำให้สามารถดำเนินการเพื่อเสริมสร้างการบูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 1
ผลการศึกษาข้อเสนอแนะแนวทางการยกระดับระบบ โครงสร้าง กลไก และเครื่องมือเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยดังกล่าวประกอบด้วยข้อเสนอ 3 ส่วน ได้แก่ ข้อเสนอด้านกฎหมาย ข้อเสนอด้านโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย และข้อเสนอด้านนโยบาย และการปรับใช้เครื่องมือเชิงนโยบาย2 ซึ่งในบทความฉบับนี้ผู้เขียนจะขอนำเสนอเฉพาะข้อเสนอด้านโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายที่น่าสนใจ โดยจะเลือกหยิบยกข้อเสนอในด้านดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่ได้มีข้อเสนอแนะให้นำแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit: SDU) มาใช้ในการยกระดับโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกนำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปขับเคลื่อนหรือขยายผลให้เป็นรูปธรรมต่อไป
หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit: SDU) คืออะไร: หลักการพื้นฐานและลักษณะสำคัญ
หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit: SDU) หมายถึง หน่วยงานที่เน้นบทบาทการให้บริการภายในหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพและคุณภาพของการดำเนินงานโดยมีลักษณะกึ่งอิสระแต่ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ยังคงถือเป็นหน่วยงานที่เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) และอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้าส่วนราชการ มีเป้าหมายการดำเนินงานขององค์กรผ่านกรอบภารกิจสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) ภารกิจการให้บริการหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) เป็นหลัก และหากมีกำลังการผลิตส่วนเกินจะให้บริการหน่วยงานอื่นและประชาชนก็ได้ ในแง่นี้ทำให้องค์กรในลักษณะหน่วยบริการรูปแบบพิเศษจึงมีความแตกต่างจากรัฐวิสาหกิจที่มิได้เป็นนิติบุคคล เช่น โรงงานยาสูบ ที่ให้บริการสาธารณะทางอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแก่ประชาชนเป็นหลัก เป็นต้น และ (2) ภารกิจที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร3 สำหรับการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษใช้รูปแบบวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ ที่สามารถเรียกเก็บค่าบริการจากหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) หรือผู้รับบริการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐโดยตรง หรือจำเป็นต้องเลี้ยงตัวเองได้เป็นสำคัญ แต่ในบางกรณีอาจมีการวางเงื่อนไขให้ต้องนำส่งรายได้บางส่วนเข้ารัฐตามสมควร นอกจากนี้ ยังได้รับการยกเว้นหรือผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้มีอิสระ และความคล่องตัวในการบริหารงานภายใต้กำกับของหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) รวมถึงมีระบบบริหารงาน บริหารบุคลากร และบริหารงบประมาณที่กำหนดขึ้นเอง โดยที่บุคลากรมีสถานะเป็นพนักงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ
จะเห็นได้ว่าองค์กรในลักษณะหน่วยบริการรูปแบบพิเศษยังคงมีความสัมพันธ์กับส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) อยู่ในหลายมิติ ซึ่งสามารถสรุปลักษณะความสัมพันธ์ในเบื้องต้น ได้ดังนี้4
- จัดตั้งขึ้นจากการแปลงสภาพหน่วยงานบางหน่วยงานของส่วนราชการต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. 2550 โดยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของส่วนราชการต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) และไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกจากส่วนราชการต้นสังกัด (หน่วยงานแม่)
- ส่วนราชการต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) จะตั้งงบประมาณอุดหนุนหน่วยบริการรูปแบบพิเศษในลักษณะค่าตอบแทนหรือค่าบริการในการใช้บริการของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ หรือค่าใช้จ่ายในการลงทุนเริ่มแรก แต่จะตั้งงบประมาณเพื่ออุดหนุนหน่วยบริการรูปแบบพิเศษไม่ได้
- ส่วนราชการต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) มีอำนาจบริหารจัดการผ่านการแต่งตั้งคณะกรรมการและผู้อำนวยการ รวมถึงการให้นโยบายในการบริหารจัดการของหน่วยงานบริการรูปแบบพิเศษ
- การดำเนินงานใด ๆ ของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษต้องได้รับการมอบอำนาจจากหัวหน้าส่วนราชการของหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่)
จากลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยบริการรูปแบบพิเศษกับหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้หน่วยบริการรูปแบบพิเศษต้องมีภาระรับผิดชอบต่อผลงาน (Accountability for Results) กับหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) ของตน และหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) ผู้มอบอำนาจยังคงสามารถเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินงานและการบริหารจัดการของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษได้อยู่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งอย่างแท้จริง

รูปภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) และหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่)
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
นอกจากลักษณะสำคัญขององค์กรในลักษณะหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตามที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า หน่วยบริการรูปแบบพิเศษมีจุดเด่นที่สำคัญคล้ายกับองค์กรในรูปแบบองค์การมหาชน หากแต่จะมีโครงสร้างที่เรียบง่ายและขึ้นตรงกับหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) มีความยืนหยุ่นด้านการจัดการอุดหนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) มิได้จัดสรรงบประมาณโดยตรงจากสำนักงบประมาณแยกออกจากหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) เหมือนกรณีขององค์การมหาชน รวมถึงมีข้อกำหนดเงื่อนไขในการจัดตั้งซึ่งมุ่งเน้นภารกิจในเชิงการให้บริการหน่วยงานต้นสังกัด (หน่วยงานแม่) และหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองเป็นหลัก5
ตัวอย่างสำคัญของการจัดตั้งหน่วยงานในรูปแบบหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ในบริบทของประเทศไทย ปัจจุบันมีจำนวน 2 หน่วยงาน ได้แก่ (1) สถาบันส่งเสริมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษที่มีลักษณะภารกิจในการให้บริการด้านบริการสาธารณะ สังคม และวัฒนธรรม โดยมีหน้าที่ในการให้บริการวิชาการแก่สำนักงาน ก.พ.ร. ส่วนราชการอื่น หน่วยงานของรัฐและเอกชนในภาพรวม ผ่านการให้บริการด้านการฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการให้บริการวิจัย บริการทางวิชาการ หรือเป็นที่ปรึกษา เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการภาครัฐที่ดี6 และ (2) สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา สังกัดสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษที่มีลักษณะภารกิจในการให้บริการด้านพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมแก่ส่วนราชการต้นสังกัด โดยมีหน้าที่ให้บริการแก่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการจัดทำราชกิจจานุเบกษา การจัดพิมพ์ประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สัญญาบัตรยศ สัญญาบัตรสมณศักดิ์ และให้บริการแก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐอื่น หรือประชาชน ในการจัดพิมพ์หนังสือ วารสาร และเอกสารต่าง ๆ7
ข้อเสนอด้านโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนนโยบายของ คทช. จากงานศึกษาวิจัย
ข้อค้นพบสำคัญประการหนึ่งจากผลการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของ สคทช. พบว่า หากพิจารณาการจัดวางโครงสร้าง บทบาท อำนาจหน้าที่ และแนวทางการบริหารจัดการภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ รวมถึงกำกับดูแลการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินโดยทั่วไป8 เพื่อเป็นกลไกแก้ไขปัญหาความไม่เป็นเอกภาพด้านการบริหารจัดการที่ดิน และทรัพยากรดินของประเทศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวพยายามออกแบบและจัดวางกลไกเชิงสถาบันแบบใหม่ (New Institution Design) เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสถาบันของระบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ได้แก่ ปัญหาความเป็นอาณาจักรของหน่วยงานระดับกรมที่อำนาจการตัดสินใจหลายเรื่องมีฐานการตัดสินใจที่กรม หรือที่เรียกว่า “กรมาธิปไตย” (Departmentalism) ซึ่งทำให้ภาพรวมของระบบการบริหารราชการแผ่นดินของไทยมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจแบบแตกกระจาย (Fragmented Centralism) กล่าวคือ มีโครงสร้างอำนาจการบัญชาการ ทรัพยากรทางการบริหาร และบทบาทอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานต่าง ๆ กระจุกตัวและรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานราชการในระดับกรม แต่ขาดกลไกในการประสานงานและการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่มีลักษณะซ้อนทับและคาบเกี่ยวกับหลายหน่วยงานมักจะเกิดผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายอย่างจำกัด และมักจะแก้ไขปัญหาการขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะของการร่วมจัดทำกิจกรรมชั่วคราว (Ad hoc Activities) ที่ขาดหลักประกันในการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและยั่งยืน ในแง่นี้ การเกิดขึ้นของโครงสร้างและระบบการขับเคลื่อนงานใหม่ภายใต้กฎหมาย คทช. ข้างต้นจึงพยายามจะก้าวข้ามประเด็นปัญหาดังกล่าวผ่านการออกแบบโครงสร้างและกลไกขับเคลื่อนที่มิได้มุ่งเน้นการยุบรวม และบูรณาการเชิงโครงสร้าง (Structural Amalgamation) หากแต่พยายามแก้ไขปัญหาความไร้เอกภาพเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โดยอาศัยการสร้างความเป็นเอกภาพและบูรณาการการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการออกแบบเชิงสถาบันใน 3 ด้าน ได้แก่
1) การบูรณาการระดับนโยบายผ่านการกำหนดศูนย์กลางอำนาจบัญชาการและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ชัดเจน ได้แก่ การจัดตั้ง คทช. ในฐานะศูนย์กลางการบัญชาการและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่นำโดยฝ่ายการเมือง ซึ่งจะทำให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวงและกรมได้ดียิ่งขึ้น
2) การบูรณาการระดับการขับเคลื่อนภารกิจผ่านการกำหนดเจ้าภาพหรือผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ได้แก่ การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 11 คณะ ตามภารกิจสำคัญภายใต้นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ
3) การบูรณาการระดับการประสานงานและการบริหารจัดการผ่านการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีบทบาทที่ชัดเจน ได้แก่ การจัดตั้ง สคทช. ซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการต่าง ๆ รวมถึงมีบทบาทเป็น “ศูนย์รวม” (Central Hub) ในการรับเรื่องและส่งต่อกิจกรรมและประเด็นหารือต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน
ผลการศึกษาภายใต้โครงการศึกษาวิจัยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านโครงสร้างและกลไกขับเคลื่อนนโยบายของ คทช. ในภาพรวม แบ่งได้ดังนี้
1. ข้อเสนอด้านโครงสร้างขององค์กรขับเคลื่อนนโยบายของ คทช. เน้นการวางสถานะและบทบาท (Positioning) ของกลไกหลักในแต่ละระนาบให้เกิดความชัดเจนและการเชื่อมต่อกันเพื่อการขับเคลื่อนงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้
1.1 ข้อเสนอเกี่ยวกับบทบาทของ คทช. คณะผู้วิจัยเสนอให้กำหนดกรอบความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของ คทช. โดยควรมีบทบาทสำคัญใน 2 ด้าน ได้แก่ (1) บทบาทในฐานะผู้ตัดสินใจและสั่งการทางนโยบาย (Policy Decision Maker) และ (2) บทบาทในฐานะผู้อำนวยให้เกิดทางเลือกเชิงนโยบาย (Solution Enabler) ควบคู่กับการกำหนดสถานะและบทบาทของกลไกในระดับต่าง ๆ ได้แก่ คณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. (ส่วนกลาง) สคทช. และคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. ระดับจังหวัดและกลไกเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นหัวใจแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายของ คทช. ในภาพรวม

ตารางแสดงข้อเสนอเกี่ยวกับสัมพันธภาพของสถานะและบทบาทของกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายของ คทช.
ที่มา: กลย์วัฒน์ สาขากร และคณะ (2568)
1.2 ข้อเสนอเชิงโครงสร้างในการพัฒนาองค์การและการบริหารจัดการภายใน สคทช. คณะผู้วิจัยเสนอให้มีการปรับประยุกต์ใช้แนวคิดในการพัฒนาระบบราชการที่เรียกว่า “การแตกหน่วยงาน” โดยการจัดแยกภารกิจหรือกิจกรรมสำคัญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนนโยบาย และเป็นกิจกรรมที่จะต้องมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมออกจากโครงสร้างในระบบราชการปกติ ไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานภาครัฐในรูปแบบองค์การมหาชน (Public Organization) หรือในรูปแบบ “หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ” (Service Delivery Unit: SDU) ซึ่งรูปแบบทั้งสองจะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
(1) รูปแบบที่หนึ่ง: การจัดตั้งองค์การมหาชน รูปแบบนี้มีจุดเด่นที่สำคัญ ได้แก่ ความเป็นอิสระเชิงการบริหารจัดการ (Managerial Autonomy) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับผิดชอบภารกิจเฉพาะที่ชัดเจนและมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่มิต้องอยู่ภายใต้กรอบการดำเนินงานในระบบราชการปกติ สามารถออกแบบและกำหนดกฎเกณฑ์ในการดำเนินงานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่จะมีความยืดหยุ่นและคล้ายคลึงกับภาคเอกชน ขณะเดียวกันก็มีความเป็นอิสระในเชิงงบประมาณผ่านการจัดสรรเงินในรูปแบบของเงินอุดหนุนเป็นก้อน (Block Grant) และเน้นการควบคุมการดำเนินงานในเชิงผลลัพธ์ (Result-Based Control) มากกว่าการควบคุมในเชิงกระบวนการทำงาน (Process-Based Control) จากหน่วยงานต้นสังกัดเหมือนกับส่วนราชการปกติ
(2) รูปแบบที่สอง: การจัดตั้งหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) ซึ่งจะหมายถึงหน่วยงานที่เน้นบทบาทการให้บริการภายในหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง โดยมีลักษณะกึ่งอิสระแต่ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ยังคงเป็นหน่วยงานที่เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยต้นสังกัดและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้าส่วนราชการ โดยมีกรอบภารกิจสำคัญใน 2 เรื่อง ได้แก่ ภารกิจการให้บริการหน่วยงานต้นสังกัดเป็นหลัก และหากมีกำลังการผลิตส่วนเกินจะให้บริการหน่วยงานอื่นและประชาชนได้ และภารกิจที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะสำคัญขององค์กรในลักษณะนี้ผู้เขียนได้กล่าวถึงไว้แล้วในส่วนก่อนหน้า
1.3 ข้อเสนอเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้าง บทบาท และอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. โดยคณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ เช่น การจัดตั้งและกำหนดบทบาทของคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. ให้เป็นไปอย่างยืดหยุ่นตามภารกิจและประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ คทช. ให้ความสำคัญในแต่ละห้วงเวลาการจัดลำดับความสำคัญของพันธกิจและบทบาทภารกิจของคณะอนุกรรมการ การจัดประเภทของคณะอนุกรรมการโดยอาจแบ่งเป็น (1) คณะอนุกรรมการเชิงภารกิจ (2) คณะอนุกรรมการเชิงพื้นที่ และ (3) คณะอนุกรรมการเชิงพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการขับเคลื่อนและต่อยอดการดำเนินงาน การเชื่อมโยงบทบาทของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คทช. กับคณะอนุกรรมการภายใต้ คทช. ชุดต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญระหว่าง คทช. กับคณะอนุกรรมการ เป็นต้น
2. ข้อเสนอด้านกลไกขับเคลื่อนนโยบายของ คทช. คณะผู้วิจัยเสนอข้อเสนอแนะด้านกลไกสนับสนุนการบริหารจัดการของ คทช. และ สคทช. เพื่อแก้ไขปัญหาและความเสี่ยงด้านการขาดการสั่งการทางนโยบาย ความเสี่ยงด้านการผูกมัดทางนโยบาย ความเฉื่อยและคอขวดในระบบราชการ โดยมีข้อเสนอแนะในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ (1) การออกแบบเครื่องมือเชิงแผนงานให้มีสภาพบังคับและบูรณาการแผนการดำเนินงานเพื่อสร้างการผูกมัดในการขับเคลื่อนงาน (2) การจัดทำแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย คู่มือ และแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแผนที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้ความมุ่งหวังของนโยบาย (3) การจัดทำแผนงบประมาณบูรณาการ (4) การจัดทำแผนการบริหารจัดการที่ดินระดับภาคและระดับจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงแผนการใช้ที่ดินระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด (5) การเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินสำหรับบุคลากรของ อปท. และชุมชน (6) การเพิ่มหน่วยรับเรื่องร้องเรียนการไม่ใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะที่มีการทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์เกินระยะเวลาที่กำหนด (7) การเสนอให้บางหน่วยงานที่มีบทบาทในการจัดที่ดินของรัฐพิจารณากำหนดระยะเวลาสิ้นสุดสำหรับการดำเนินภารกิจด้านที่ดินเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ (8) การเร่งประสานเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลด้านที่ดินและทรัพยากรดินตามภารกิจของ คทช. ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว (9) การวางระบบกำกับ ติดตาม และประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ และ (10) การประเมินผลสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานโดยยึดโยงกับอำนาจหน้าที่ของ คทช. ตามมาตรา 10 เพื่อเสนอแนะและปรับปรุงกฎหมายของ คทช. ให้สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้อย่างสอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์
หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit: SDU): ข้อเสนอด้านโครงสร้างองค์กรที่น่าสนใจ
ในงานศึกษาวิจัยดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์และเสนอแนะกลุ่มภารกิจภายใต้หน้าที่และอำนาจของ สคทช. ที่มีความเหมาะสมสำหรับนำไปสู่การจัดตั้งองค์กรในลักษณะหน่วยบริการรูปแบบพิเศษในเบื้องต้น ได้แก่ (1) ภารกิจด้านศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน และ (2) ภารกิจด้านการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐฯ (One Map) เนื่องจากการจัดตั้งหน่วยงานในลักษณะนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลและข้อติดขัดด้านกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติในระบบราชการปกติได้ แต่ทั้งนี้ อาจจะมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาในด้านงบประมาณ เนื่องจากจะต้องอาศัยการอุดหนุนงบประมาณโดยตรงจาก สคทช. ซึ่งอาจจะกระทบต่อการขับเคลื่อนงานในด้านอื่น ๆ ได้
จะเห็นได้ว่า ข้อเสนอแนะด้านโครงสร้างและกลไกการขับเคลื่อนนโยบาย คทช. จากผลการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการการศึกษาการบูรณาการเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของ สคทช. มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจหลายประเด็นที่สมควรนำมาสู่การเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมุมมอง รวมถึงขบคิดและถกแถลงในรายละเอียดร่วมกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะในส่วนที่เสนอให้มีการนำแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) มาใช้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรภายใน สคทช. แม้อาจมิใช่แนวคิดใหม่สำหรับระบบราชการไทย เนื่องจากได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการจัดรูปองค์กรภายในหน่วยงานของรัฐในประเทศไทยมาแล้วอย่างน้อย 2 หน่วยงานตามที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปแล้วข้างต้น หากแต่ในความเห็นของผู้เขียนมองว่าแนวคิดดังกล่าวอาจยังไม่เป็นที่นิยมสำหรับส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐของไทยเท่าใดนัก จึงมีความน่าสนใจในการนำข้อค้นพบ ผลการศึกษา และแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) มานำเสนอในรูปแบบของบทความ โดยมุ่งหวังให้เกิดการต่อยอดและการศึกษาในรายละเอียดสำหรับผู้ที่สนใจ รวมถึงการขบคิด แลกเปลี่ยน และวิพากษ์วิจารณ์ก่อนนำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้ต่อไป
อ้างอิง
1สำหรับผู้ที่สนใจบทความที่ผู้เขียนได้นำเสนอเนื้อหาส่วนหนึ่งของผลการศึกษาภายใต้โครงการการศึกษาการบูรณาการเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สามารถติดตามอ่านบทความ เรื่อง สภาพปัญหาข้อจำกัดในปัจจุบันและทิศทางแนวโน้มในอนาคตของการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทย ได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ https://www.onlb.go.th/product-blog/a2662
2กลย์วัฒน์ สาขากร และคณะ. (2568). รายงานผลการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาการบูรณาการเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ
3กลย์วัฒน์ สาขากร และคณะ. (2568). รายงานผลการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ฉบับสมบูรณ์ โครงการการศึกษาการบูรณาการเพื่อยกระดับระบบ โครงสร้าง และกลไกการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ: กรณีการยกระดับของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, หน้า 450
4สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ. เข้าถึงเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568 จาก https://po.opdc.go.th/content/MTY
5ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาแนวคิด หลักการ และรูปแบบในการดำเนินงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) http://po.opdc.go.th/content/MTY
6สถาบันส่งเสริมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ. วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสถาบันส่งเสริมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. เข้าถึงเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.igpthai.org/objective/
7สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา. วัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา (สคร.) เข้าถึงเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 จาก https://cgpo.go.th/th/pages/22502
8พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562, มาตรา 4 และมาตรา 10.
