สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ในพื้นที่ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรดินเชิงบูรณาการ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน ภายใต้กลไกทางกฎหมายและระเบียบวิชาการบริหารจัดการที่ดินแนวใหม่

กลไกการแก้ไขปัญหาและมิติทางวิชาการการจัดที่ดิน

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรณีการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ตำบลวังยาว ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ (Case Study) ในการบังคับใช้แนวนโยบาย คทช. เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับที่ดินของรัฐ โดยผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดการจัดที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ และป่าเขาห้วยพลู เนื้อที่รวม 557 ไร่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี (คทช.จังหวัด) ครั้งที่ 1/2567 สคทช. ได้กำกับดูแลกระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิอย่างโปร่งใส ผ่านระบบรังวัดวางผังที่ดินที่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมสำรวจ โดยผลการจับฉลากแบ่งแปลงที่ดินจำนวน 66 แปลง มีราษฎรกลุ่มสุพรรณบุรีฯ 557 (สกย.เดิม) ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์รวม 65 ราย ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการจัดที่ดิน แต่ยังรวมถึงการวางระบบฐานข้อมูลผู้ถือครองที่ดินที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านเลขบัตรประจำตัวประชาชน และระบบรหัสแปลงที่ดินแม่นยำสูง

การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและการบริหารจัดการข้อร้องเรียน

ในมิติของการบริหารจัดการ สคทช. ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อตอบสนองต่อคำร้องของ นางอัมพร แซ่ลิ้ม ที่ปรึกษากลุ่มสุพรรณ 557โมเดล ที่ได้ติดตามความคืบหน้าการใช้ประโยชน์ที่ดินให้ทันต่อวงจรการผลิตทางการเกษตร โดย สคทช. ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง (Focal Point) ในการเร่งรัดและประสานงานไปยังกรมที่ดิน กรมป่าไม้ และจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อวางกรอบกระบวนการและระยะเวลา (Timeline) ให้ชัดเจน ลดขั้นตอนทางธุรการที่ซับซ้อน (Red Tape) เพื่อประโยชน์สูงสุดของราษฎร

ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้จังหวัดสุพรรณบุรีเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลา 30 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 – 2594) ซึ่งเป็นไปตามหลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการกำหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ 9 ข้อ ตามคู่มือ คทช. ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 5 ซึ่งระบุชัดเจนว่า “ห้ามซื้อขาย” เพื่อป้องกันการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและรักษาความเป็นธรรมในสังคม

การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก และสัมภาษณ์ความรู้สึกราษฎร

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นางสาวภทรกช เหนือเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องทุกข์ที่ดินและทรัพยากรดิน พร้อมด้วยคณะทำงานและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินการรังวัดและเตรียมความพร้อมพิธีมอบเอกสารสิทธิ ซึ่งจากการลงพื้นที่เชิงลึกพบว่าราษฎรส่วนใหญ่ได้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตามผังแนวเขตที่กำหนดไว้แล้ว

จากการสัมภาษณ์ราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิทำกินรายหนึ่ง กล่าวด้วยความตื้นตันว่า:

"การได้รับเอกสารรับรองสิทธิในวันนี้เปรียบเสมือนความมั่นคงที่สุดในชีวิตของพวกเรา ที่ผ่านมาเราอยู่ด้วยความกังวลใจเรื่องแนวเขตที่ดิน แต่เมื่อ สคทช. เข้ามาช่วยรังวัดและระบุตำแหน่งที่ชัดเจน ทำให้เราสามารถวางแผนปลูกพืชไร่และทำกินได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกฟ้องร้อง ขอบคุณ สคทช. เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างหนักเพื่อพวกเรา"

บทสรุปแห่งความสำเร็จและการมอบสิทธิอย่างเป็นทางการ

จุดสูงสุดของภารกิจเกิดขึ้นในวันพุธที่ 20 มีนาคม 2568 ณ วัดวังยาว โดยได้รับเกียรติจาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะนั้น เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลให้แก่ราษฎรทั้ง 65 ราย เพื่อเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่

อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่มีความซับซ้อนให้จบลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความสำเร็จของ "วังยาวโมเดล" คือเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของกลไก คทช. ในการนำพาความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมารวมไว้ที่จุดเดียว เพื่อแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานานนับทศวรรษให้คลี่คลายลงได้ด้วยพยานหลักฐานและหลักวิชาการ สคทช. ยังคงยึดมั่นในภารกิจที่จะเดินหน้าขยายผลความสำเร็จนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างสมดุล และยั่งยืน