เมื่อวันที่ 25 - 26 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) มอบหมายให้ นายสกุลยุช ศรุตานนท์ ผู้ช่วยผอ.สคทช. พร้อมด้วย นายกลย์วัฒน์ สาขากร ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความร่วมมือและขับเคลื่อนการบริหารจัดการที่ดิน และเจ้าหน้าที่ สคทช. ร่วมกับนางสาวอรวรรณ รอดหลง ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กองพัฒนาระบบสนับสนุนการสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และการกระจายการถือครองที่ดิน ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำยาว – น้ำสวด จังหวัดน่าน ภายใต้โครงการขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และการกระจายการถือครองที่ดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

โดยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ช่วย ผอ. สคทช. และคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ร่วมกับผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จังหวัดน่าน ผู้แทนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน และผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปกาแฟสวนยาหลวง ณ บ้านสันเจริญ ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจดังกล่าว ถือเป็นพื้นที่ คทช. ต้นแบบ ที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดให้เกษตรกรจนประสบความสำเร็จ เกษตรกรสามารถมีรายได้เลี้ยงครอบครัวและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยได้เปิดเวทีรับฟังประเด็นปัญหา ความต้องการช่วยเหลือ และข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากผู้นำชุมชน ผู้แทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ และผู้แทนจากประชาชนในพื้นที่

และในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ช่วย ผอ. สคทช. และคณะ ได้ร่วมประชุมหารือการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และการกระจายการถือครองที่ดิน ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานภายใต้คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดน่าน (คทช.จังหวัดน่าน) นายอำเภอเวียงสา และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาลชุม เพื่อเร่งรัด ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 เรื่อง การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะของการดำเนินการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและวางกรอบแนวทางปฏิบัติงานตามกระบวนการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างบูรณาการและเป็นรูปธรรมต่อไป